กฎหมาย

Attention, เปิดในหน้าต่างใหม่. PDFพิมพ์อีเมล

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง 

๑.พระราชบัญญัติ วัตถุอันตราย พ.ศ. ๒๕๓๕ 

๒.พระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. ๒๕๓๕ 

๓.พระราชบัญญัติ คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ 

๔.พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. ๒๕๓๕   

๕.พระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. ๒๕๑๑ 

๖.พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.๒๕๒๒ 

                       

๑. พระราชบัญญัติ วัตถุอันตราย พ.ศ. ๒๕๓๕ ให้อำนาจคณะกรรมการวัตถุอันตรายประกาศรายชื่อสารเคมีและกำหนดระดับความเข้มงวดในการควบคุม  แร่ใยหินถูกจัดเป็นวัตถุอันตราย  ในปัจจุบันมีเพียงชนิด ไครโซไทล์ ที่จัดเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ ๓ ที่ต้องได้รับอนุญาตจาก กรมโรงงานอุตสาหกรรมก่อนจึงประกอบกิจการได้ อีก ๕ ชนิดที่เหลือได้มีการห้ามใช้ไปแล้ว (ประกาศเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ ๔)  ดังนั้น อำนาจในการห้ามใช้จึงเป็นอำนาจของกระทรวงอุตสาหกรรม นอกจากนั้นยังกำหนดให้ต้องมีผู้รับผิดชอบควบคุมความปลอดภัยในการเก็บรักษาวัตถุอันตรายในโรงงานเป็นการเฉพาะ ซึ่งครอบคลุมในเรื่องการทิ้งขยะแร่ใยหินโดยที่การควบคุม ครอบคลุมทั้งที่เป็นวัตถุดิบและซากของผลิตภัณฑ์จากกระบวนการผลิต โดยต้องทำการขอเลขประจำตัว จำนวน ๑๓ หลักเพื่อใช้ในระบบเอกสารกำกับการขนส่ง  จัดทำบัญชีระบุปริมาณ จำนวนภาชนะ ตลอดจนการวิเคราะห์ตรวจสอบ รวมถึงวิธีการบริหารจัดการของเสียอันตราย บรรจุของเสียอันตรายในภาชนะที่มีสภาพมั่นคงแข็งแรง ไม่ทำปฏิกิริยากับของเสียอันตรายที่บรรจุ จัดทำแผนมาตรการป้องกันกรณีเกิดอุบัติภัยหรือเหตุฉุกเฉิน  และจัดทำเอกสารกำกับการขนส่งของเสียอันตรายเมื่อจะทำการขนส่งของเสียอันตราย

 

๒. พระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. ๒๕๓๕ กำหนดหน้าที่ของผู้ได้รับอนุญาต (ผู้ประกอบกิจการ) ในการควบคุมการใช้ภายในโรงงาน ซึ่งเป็นข้อกำหนดทั่วไปเช่นเดียวกับการควบคุมสารเคมี  มีการกำหนดเงื่อนไขในการต่อใบอนุญาต  โดยโรงงานที่ใช้แร่ใยหินต้องควบคุมมิให้ปริมาณฝุ่นแร่ใยหินในบรรยากาศเกินกว่า ๒ เส้นใยต่ออากาศ ๑ ลูกบาศก์เซนติเมตร รวมทั้งกำหนดมาตรการคุ้มครองความปลอดภัยในการดำเนินงาน ซึ่งโรงงานที่เกี่ยวข้องกับวัตถุอันตรายต้องจัดทํารายงานการวิเคราะห์ความเสี่ยงจากอันตรายที่อาจเกิดจากการประกอบกิจการโรงงาน ครอบคลุมในเรื่องการชี้บ่งอันตราย การประเมินความเสี่ยง แผนบริหารจัดการความเสี่ยง

         

๓. พระราชบัญญัติ คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ กำหนดการควบคุมการใช้แร่ใยหินโดยใช้ข้อกำหนดเช่นเดียวกับการควบคุมสารเคมีทั่วไป  นอกจากนั้นยังได้กำหนดค่ามาตรฐานความปลอดภัยที่อนุญาตให้ปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมการทำงานได้ ไว้ตั้งแต่ปี ๒๕๒๐โดยกำหนดให้ไม่เกิน ๕ เส้นใยต่ออากาศ ๑ ลูกบาศก์เซนติเมตร  ซึ่งถือว่าล้าสมัยเกินไป ปัจจุบัน สมาคมนักสุขศาสตร์อุตสาหกรรมภาครัฐของสหรัฐอเมริกา กำหนดไว้ ๐.๑ เส้นใยต่ออากาศ ๑ ลูกบาศก์เซนติเมตร  แร่ใยหินจัดอยู่ในบัญชีรายชื่อสารเคมีที่กำหนดให้ลูกจ้างที่ทำงานเกี่ยวข้องต้องได้รับการตรวจสุขภาพ  นอกจากนี้ยังกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการตรวจสุขภาพลูกจ้างและส่งผลการตรวจแก่พนักงานตรวจแรงงาน กำหนดให้ผู้ตรวจคือแพทย์แผนปัจจุบันชั้นหนึ่งที่ได้รับอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมด้านอาชีวเวชศาสตร์ เมื่อตรวจแล้วให้ลงบันทึกในสมุดสุขภาพด้วย

 

๔. พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. ๒๕๓๕  ได้กำหนดการควบคุมกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ โดยควบคุมกิจการที่เกี่ยวข้องกับแร่ใยหินไว้อยู่ ๓ กลุ่มประเภทกิจการดังนี้ ๑) การอัดผ้าเบรค ผ้าคลัชท์ ๒) การผลิตผลิตภัณฑ์ที่มีแร่ใยหินเป็นส่วนประกอบหรือส่วนผสม และ ๓) การก่อสร้าง กฎเกณฑ์ที่ใช้เป็นกฎกระทรวงว่าด้วยเรื่องทั่วไป  ข้อกำหนดส่วนใหญ่ให้เป็นไปตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน นอกจากนั้นยังอาจกำหนดหลักเกณฑ์ มาตรการ วิธีการในการควบคุมการประกอบกิจการไว้เป็นการเฉพาะได้ด้วย  ซึ่งโดยบทบาทหลักจะมีการกำหนดมาตรฐานในการคุ้มครองสุขภาพคนงาน โดยใช้มาตรการในการจัดบริการอาชีวอนามัย และการเฝ้าระวังด้านสุขภาพเพื่อป้องกันโรคจากการประกอบอาชีพ ซึ่งเป็นการเติมเต็มบทบาทในเรื่องการเฝ้าระวังด้านสิ่งแวดล้อมการทำงานของกระทรวงแรงงาน

 

๕. พระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. ๒๕๑๑ ได้มีการกำหนดมาตรฐานการผลิตของผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม  ปัจจุบันแร่ใยหินยังคงได้รับอนุญาตให้ใช้ในการผลิตสินค้าอยู่หลายรายการ โดยไม่ได้กำหนดให้เป็นมาตรฐานบังคับ หมายความว่าผู้ผลิตอาจไม่ปฏิบัติก็ได้หากไม่ประสงค์ขอประกันคุณภาพสินค้า

 

๖. พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.๒๕๒๒ ได้กำหนดให้คณะกรรมการว่าด้วยฉลากมีอำนาจออกประกาศให้สินค้าที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพร่างกายและจิตใจ เนื่องจากการใช้หรือโดยสภาพของสินค้านั้นเป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก  ปัจจุบันมีประกาศคณะกรรมการว่าด้วยเรื่องฉลาก ได้ออกประกาศให้มีการควบคุมสินค้าที่มีแร่ใยหินเป็นส่วนประกอบเฉพาะในผลิตภัณฑ์ เบรค คลัทช์ กระเบื้องมุงหลังคา กระเบื้องยาง ไม้ฝา ท่อน้ำ การควบคุมให้ทำการติดฉลากและคำเตือน โดยระบุข้อความว่า “อาจก่อให้เกิดมะเร็งและโรคปอด” รวมทั้งข้อแนะนำในการใช้ไว้ด้วยตามประกาศคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ฉบับที่ ๒๗ พ.ศ. ๒๕๕๒ และฉบับที่ ๒๙ พ.ศ. ๒๕๕๓ อย่างไรก็ตามมาตรการดังกล่าวเป็นเพียงมาตรการเสริมที่จะทำให้ผู้บริโภครับรู้ข้อมูลความเป็นอันตรายเพื่อหาทางป้องกันหรือใช้เป็นทางเลือกในการพิจารณาเลือกใช้สินค้า   ซึ่งความรู้ความเข้าใจและตระหนักถึงอันตรายจำเป็นต้องมีกระบวนการเผยแพร่สู่สาธารณชนอย่างกว้างขวางต่อไป